ประสบการณ์สัมภาษณ์งานของ First-jobber Part 3

มาพร้อมลุคใหม่ เนื่องจากมีคนแอบบอกว่า responsive มันดูไม่ได้ในแอพเฟซบุคไอโฟน ก็เลยทำใหม่ซะเลยนี่แน่ะ อันเดิมมันก็เก่าๆ แล้วด้วย

จากที่เล่าไปก่อนหน้าตอน 1 และตอน 2 ตอนนี้จะเป็นตอนสุดท้าย

บริษัทที่ 4

หลังจากสัมภาษณ์ตอนเช้ากับบริษัทที่ 3 ตอนบ่ายก็ไปต่อกับบริษัทที่ 4 เลย (คิวแน่นมาก​) บริษัทนี้เป็นสตาร์ทอัพขนาดใหญ่ที่เจาะกลุ่มใน SEA พอไปถึงก็ตลกมาก ไปยืนรอกับพี่ๆ แมสเซนเจอร์/วินมอเตอร์ไซต์ (บริษัททำเกี่ยวกับ shipping/logistics) พี่เค้าก็ขยับๆ ที่ๆ มีอยู่น้อยนิดให้เราแทรกนั่งตรงกลาง ตลกดี 55 เราก็รอซักพักจน reception เห็นเราเลยเข้ามาเรียกเราเข้าไป (อ๋อ นี่ดูจากการแต่งตัวใช่มั๊ยว่าใครเป็นพี่วิน ใครเป็นเดฟ) ระหว่างรอๆ อยู่ ก็มีอีก candidate นึงมาสัมภาษณ์ใกล้กับเราด้วยแหละ น่าจะสมัครตำแหน่งเดียวกันด้วย ตลกมากเพราะเค้าก็เป็นผู้หญิง ลุคเรียบร้อยๆ มาเป็นเดฟคล้ายๆ กันเลย

พอเข้าสัมภาษณ์ก็เจอกับพี่ลีดทีมเดฟ,​ พี่ลีดทีมแบคเอน แล้วก็พี่ลีดทีมฟร้อนเอน แอบตกใจกับพี่ลีดฟร้อนเอน 55 แบบปกติที่ไปจะเจอพี่ที่อายุไม่เยอะมาก แต่พี่คนนี้ดูประสบการณ์โชคโชนพอสมควร (หนูขอโทษษษษษ) สรุปว่าที่เค้ามาทั้งฝั่งฟร้อนเอนและแบคเอน เพราะว่าเรซูเม่เราดูมีงานหนักทางแบคเอน แต่เรามาสมัครตำแหน่งฟร้อนเอนนี่เอง เราก็บอกว่าเพราะว่างาน front-end ที่เคยทำมันเขียนออกมาในเรซูเม่ได้ไม่เยอะ ไม่อลังเท่างานฝั่งแบคเอน เค้าก็ถามๆ พวกงานที่เคยทำ เค้าสนใจที่เราฝึกงานที่ Pronto เป็นพิเศษ เราก็อธิบายให้เค้าฟังว่าเราไปทำอะไร พอเราบอกว่าที่พรอนโต้อยากทำแบบเป็นตีมเฟรมเวิร์ค ที่ยืดหยุ่นและรองรับเว็บไซต์ลูกค้าเป็นร้อยๆ พันๆ รายได้โดยการสร้างเป็น child theme เค้าก็บอกว่านี่เลยคือสิ่งที่เค้ากำลังจะทำ!

เค้าก็อยากดูโค๊ดที่เราเคยเขียน เค้าดูซีเรียสมากว่าเราสามารถเขียน responsive website โดยไม่ใช้ bootstrap ได้มั๊ย (เค้ามองว่า bootstrap มันบวมไป) เราก็แบบ เอ่อ คือหนูก็รู้ว่าหนูทำได้นะ แต่งานที่เคยทำมา ใครๆ ก็สั่งให้ใช้ bootstrap เนี่ยสิ ดีที่ว่ามีการบ้านที่ทำให้บริษัทแรกไป ตรงกับโจทย์พอดี ก็เลยเปิดให้เค้าอ่านเลยทั้ง html, css (less) พอผ่านไปซักสองสามนาที เค้าก็พยักหน้าเหมือนแอพพรูฟกับความสามารถของเรา รอดละเรา 55

มาคุยกับพี่ๆ เค้าก็สนุกดี พี่เค้าก็ถามนู่นนี่เต็มไปหมด เนื่องจากพี่เค้ามาสายงานฟรีแลนซ์ ก็เลยถามเราเยอะ เช่น เรารับงานจากใคร (เราบอกว่า เรารับจากดีไซน์เนอร์อีกที เพราะไม่ชอบดีลกับลูกค้า รู้สึกเสียเวลาคุยงานมากกว่าเวลาทำงาน พี่เค้าก็ฮาๆ เห็นด้วย) หรือถามว่าตอนทำ selenium test นี่มีปัญหาว่าต้องกลับมาแก้เทสเยอะมั๊ย แล้วเราแก้ปัญหายังไง (หนูก็ทำใจอ่ะพี่ ต้องพยายามทำให้ฟร้อนเอนนิ่งๆ ก่อน) พี่เค้าถามว่า นี่ไม่ได้มาสัมภาษณ์งานครั้งแรกใช่มั๊ย (ดูไม่ตื่นเต้นเลย) พี่ตบท้ายว่ามาคุยกับเราก็สนุกดี ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง เราก็จำไม่ได้แล้วว่าคุยไรบ้าง จำได้ว่าเราก็เอนจอยดี เหมือนคุยกับซีเนียร์ที่ผ่านโลกมาฟรีแลนซ์มาเยอะ

พอพี่ลีดทั้งสองฝั่งกลับไป พี่ลีดทีมก็มาคุยว่าเราเป็นยังไง ดูท่าทางแล้วพี่ๆ ทั้งสองคนน่าจะรับเรา (เร็วจัง) เราก็ถามๆ พวกรายละเอียดการทำงาน ให้พี่เค้าพูดเรื่องสวัสดิการ แล้วก็คุยเรื่องเงินเดือน พี่เค้าบอกว่าไม่สามารถให้ตามที่เราขอมาได้ เด็กจบใหม่พี่ให้ได้มากสุดเท่านี้จริงๆ (ต่ำกว่าที่ขอไปนิดนึง) เราบอกเค้าว่างั้นขอคิดดูก่อน แล้วจะตอบกลับไป แต่ในใจคิดว่าไม่เอาอยู่แล้ว เพราะลักษณะงานฟร้อนเอนคือทำสกินให้กับ CMS ใช้แค่ HTML, CSS, jQuery ซิ่งต่างกับที่เราคาดหวังไว้ว่าจะได้ทำแอพเจ๋งๆ

จริงๆ พอมาถึงจุดนี้เราก็คิดทบทวนดูทั้งหมด ก็พอตัดสินใจได้ละว่าจะเลือกบริษัทแรก เพราะว่า

  • จากที่ลองไปสัมภาษณ์ดู ชอบคำถามที่พี่บ.แรกถามมากที่สุด ถ้าสังเกตคือ
    • บ.แรกจะเน้นไปทางทดสอบสกิลเราแบบกว้างๆ ในทุกๆ ด้าน แล้วก็ถามลองเชิงเพื่อดูว่าเรารู้จริงในเรื่องนั้นๆ รึเปล่า หรือเราได้ตามที่เค้าคาดหวังไว้มั๊ย
    • บ.ที่สองจะสบายๆ ถามเกี่ยวกับ culture แล้วก็เสนอว่ามีอะไรให้เราทำเยอะ
    • บ.ที่สามจะถามโหดๆ ไปทางด้านศาสตร์ยากๆ อารมณ์เหมือนให้รุ่นพี่ CP มาสัมภาษณ์ (น้องใช้อัลกออะไรทำ senior project) ตอนเรียน computer vision นี่ได้เรียนอะไรบ้าง (สาดดดดค่ะ)
    • บ.ที่สี่จะถามแนวลูกทุ่งๆ หน่อย อารมณ์ฟรีแลนซ์เข้ามาทำงานบริษัท
  • ทุกที่ดี/เสียคนละอย่างหมด แต่ที่แรกเป็นที่เดียวที่เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน เป็นบรรยากาศที่ไม่เคยทำ แล้วก็อยากลองขยายขอบเขตในสิ่งที่เรารู้ให้กว้างขึ้น อยากรู้ว่า corporate ทำงานกันยังไง มีคนเก่งจริงรึเปล่า โพรเสสเป็นยังไง แม้ว่าตัวภาษาหรือตัวทูลจะไม่ใช่ตัวตนของเราเลยก็ตาม (พูดอีกในหนึ่งคือ ออกจาก comfort zone สุดๆ)
  • ต้องขอขอบคุณเกรท,​แนน,บี,อ๋อ เพื่อนเซนต์โยมากๆ ตอนที่เรากังวลมากๆ ว่าไม่รู้จะเลือกอะไร เพื่อนเรากลับให้คำแนะนำที่ทำให้เราเลือกได้ โดยที่เค้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบริษัทที่เราพูดถึงคือบริษัทอะไร 555 เกรทบอกประมาณว่า “เราคิดว่าวีต้องเลือกทำงานที่มันยากๆ ที่มัน challenge ตัวเอง” แล้วเกรทก็เล่าว่า เพราะเกรทก็เลือกแบบนี้เหมือนกัน เราเลยกลับมาฉุกคิดเลยว่า เออที่ผ่านมาเราอยู่ใน comfort zone มาโดยตลอดนี่
  • หลังจากได้คำแนะนำจากเพื่อนๆ สัญชาติญาณเราก็บอกให้เราเลือกที่นี่แหละ โดยที่ไม่มีเหตุผลอะไรมากกว่านี้อีกแล้ว
  • แม้ว่าจะไม่ได้โฟกัสไปที่ฟร้อนเอนตามที่ตัวเองคิดไว้แต่แรกก็ตาม…

แล้วบ.แรกก็โทรมาพอดี แล้วบอกว่าถ้าตัดสินใจวันนี้จะขึ้นเงินเดือนให้อีก (เวร) เนื่องจากเราไม่ได้แคร์อยู่แล้วว่าถ้ามันมากกว่านี้เราถึงจะเลือก (คือคิดไว้ว่าถ้าเค้าให้ใน range ที่เรากำหนดไว้ ก็พอใจแล้ว) ก็เลยตอบตกลงไป

วาร์ปมาปัจจุบัน นี่ก็เริ่มงานได้สามอาทิตย์แล้ว อารมณ์ก็ขึ้นๆ ลงๆ ตามแต่ปัจจัยที่เข้ามา แต่รวมๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองได้เรียนรู้ทุกวัน แล้วก็มีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ พี่ๆ ในทีมก็มีความสามารถ มีประสบการณ์ทุกคนเลย (ซีเนียร์ทั้งทีม) จริงๆ ก็เดาไม่ออกว่าถ้าไปทำบ.อื่นจะเป็นยังไงล่ะ แต่คิดว่าโชคดีมากที่สุดท้ายเชื่อสัญชาตญาณให้ตัวเองออกมาลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ (แม้ว่ามีคนบอกว่า corporate ก็เป็น comfort zone อีกอันนึงก็ตาม 555) จบแบบไม่ค่อยฟินเลยเนอะ… ก็นี่มันเพิ่งเริ่ม ไม่ใช่ตอนจบนี่

ป.ล. จริงๆ ก่อนบ.ที่สี่ ยังมี session phone interview กับ CEO สตาร์ทอัพ ซึ่งเราว่าเราตอบได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (ยังไม่ได้วอร์มอัพสกิลภาษาอังกฤษ เลยตะกุกตะกักเยอะ) แล้วเรทเงินเดือนต่ำกว่าที่ขอ (มุขเดิมเลย.. มันเยอะไปสำหรับเด็กจบใหม่)​ แต่ก็ดีที่เค้าเสนอตำแหน่ง contractor มาให้ด้วย ซึ่งได้เยอะกว่าที่ขออีกนะจริงๆ แล้ว

ประสบการณ์สัมภาษณ์งานของ First-jobber Part 2

ต่อจาก part 1 (ใครอ่าน part 1 ช่วงเที่ยงคืนของวันโพสต์อาจจะต้องกลับไปอ่านช่วงกลางๆ กับท้ายๆ อีกรอบ พอดีมีแอบเพิ่มดราม่าเข้าไป 555)

บริษัทที่ 2

เป็นบริษัทสตาร์ทอัพ CEO เค้าทักมาใน LinkedIn ตอนที่เราไปเที่ยวอยู่ไต้หวัน เค้าก็บอกว่ามี position เปิดอยู่ ซึ่งจังหวะเค้ามาเป๊ะมากกับช่วงที่เรา desperate ที่จะหางาน เราก็เลยใจอ่อนแล้วลองรับฟังเค้าดู (CEO ทักมาเองเลยนะ โคตรโหด) โพรดักน่าสนใจมากๆ ทำ API/Service ขาย แบบอารมณ์ omise อ่ะ แบบคูลมาก เฮ้ยมันเจ๋งอ่ะะะ แต่เราบอกเค้าว่าเราสนใจตำแหน่ง front-end นะ ดูในเว็บแล้วคุณไม่ได้รับสมัครนี่ เค้าบอกว่า อ๋อ ไม่เป็นไร จริงๆ เราก็กำลังหา front-end อยู่พอดี (อ่าว สรุปว่าเพิ่งเปิดตำแหน่งให้ตอนนี้เลยหรอ) เราจะได้ทำโพรดักโน่นนี่ ซึ่งฟังดูแล้วก็เฉยๆ

หลังจากนั้นเค้าให้ CTO/Tech Lead ติดต่อมา ซึ่งพี่เค้าก็สุภาพน่ารักดี เค้าให้เกียรติเรามาก เรียกคุณวีๆ ตลอดเลย (ขำเนอะ) เค้าก็โทรมาเชิงสัมภาษณ์ด้วยแหละ ว่าเคยทำอะไรบ้าง แล้วเรามองหางานแบบไหนอยู่ เค้าก็บอกว่าเค้าก็กำลังหา front-end เหมือนกัน แล้วอธิบาย product บริษัท แล้วเค้าก็นัดเรามาเจอกันที่บริษัทแล้วลองคุยดู
อ่านต่อ

ประสบการณ์สัมภาษณ์งานของ First-jobber Part 1

จริงๆ ดองบล็อกไว้เยอะมาก ในนี้มี draft อยู่หลายอันมาก (รวมถึงบล็อกรีวิวคอร์ส Angular.js ของพี่ดีน เดี๋ยวหนูจะรีบเขียนให้เสร็จนะคะ OTL) แอบเสียดายบางอันเหมือนกัน เพราะเขียนไว้เยอะ แต่พอเวลาผ่านไปเรากลับคิดว่ามันไม่ดี โตมาก็กลัวที่จะแสดงความคิดเห็น เบื่อที่จะพูดเรื่องให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีกับเรา (หรือเรียกว่าฉลาดที่ไม่พูดดี) ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดีเหมือนกัน..

แต่มีเรื่องนึงอยากมาแชร์มาก ในที่สุดวีก็เรียนจบตามหลักสูตรเด็กไทย (เตรียมอนุบาล อนุบาล ประถม มัธยม มหาลัย) เรียบร้อยแล้ว เย่! รู้สึกดีใจมากกว่าที่ควรจะเป็นนิดนึง เพราะว่าเราจบช้ากว่าเพื่อนๆ ด้วย แม้ว่าเราจะได้อะไรมาเยอะแยะจากการเรียนเทอมสุดท้าย(ของจริง) และจากการไม่เรียนเทอม(ที่ควรจะเป็น)สุดท้ายก็เหอะ ถ้าเรื่องนี้ขอยกยอดไปบล็อกอื่นละกันนะ

ทุกคนคงลุ้น (ป่ะ หรือเราคิดไปเองคนเดียว) ว่าวีจะ “เลือก” ทำงานที่ไหน (แหมพูดยังกะเลือกได้มากขนาดนั้น ป่านนี้หนูกลับไป silicon valley ละค่ะ) เจอคนพูดแบบนี้ด้วยเยอะๆ ก็แอบกดดันเหมือนกัน ว่าถ้าเราเลือกไม่ดี แล้วคนอ่ืนจะคิดว่าเรากากมั๊ย คิดมากเนอะ

เข้าเรื่องเลย ที่อยากเล่าวันนี้คืออยากเล่าประสบการณ์สัมภาษณ์งาน รู้สึกว่าคนไทยเราไม่ค่อยแชร์กันในวงกว้าง (ไม่รู้ด้วยสาเหตุอะไรใดๆ ก็ตาม) ไม่เหมือนใน glassdoor ที่จะมีคนมาเล่ามาแชร์เยอะแยะ ชอบมากเลย อยากทำแบบนี้ในไทยบ้าง วีมีสมัครไป 3 บริษัท (แต่หนึ่งในนั้นไม่ยอมเรียกมาสัมภาษณ์ด้วยแหละ),​ มี CEO ทักมาหาใน LinkedIn แบบบังเอิญ 1 บริษัท, ผ่านบริษัทรีครูทต่างชาติที่ทักมาใน LinkedIn 1 บริษัท และจาก HR ที่ทักมาใน LinkedIn อีก 1 บริษัท โดยที่ทุกบริษัทนี้ได้คิดไว้แล้วว่ามีแนวโน้มที่เราอยากไปทำด้วย (คือไม่ได้กะไปสัมภาษณ์แล้วไม่เอา) ขอเล่าตามเวลาสัมภาษณ์ บล็อกนี้จะยาวหน่อยน้า
อ่านต่อ

Wii Pong

Wii Pong

เนื่องจากนัท challenge ให้เราเขียนบล็อกเรื่องนั้นเรื่องนี้สารพัด วันนี้ก็ตามใจซักเรื่องละกัน แม้ว่าซีเนียร์โปรเจ็คจะจี้ตูดอยู่ก็ตาม อ๊ากกก

วัตถุประสงค์ของการเขียนบล็อกคอเลคชั่นนี้คืออยากแบ่งปันเรื่องราวให้กับคนอื่น อยากจุดประกาย และอยากเก็บเป็นความทรงจำที่อีกสิบปีมาอ่านแล้วก็ด่าตัวเองว่าเขียนอะไรไปวะเนี่ย 55 โดยที่เรามีจุดยืนคือจะโพสต์ทุกอย่างในบล็อกของตัวเอง จะไม่มี facebook, medium, tumblr ใดๆ ทั้งสิ้น เราเขียนบล็อก host เองมาตั้งแต่ ป.5 แล้วย่ะะะ @Nut Pattanavijit

คืนนี้อยากเล่าโปรเจ็ควิชา Prog Meth (Programming Methodology) ที่เรียนตอนปี 2 เป็นหนึ่งในไฟนอลโปรเจ็คที่หวนไปคิดทีไรก็คิดว่ามัน extreme ดีทุกครั้ง ขอเกริ่นก่อนว่าวิชานี้หลักๆ เรียนหลักการเขียนโปรแกรมที่ถูกที่ควร เป็นวิชาที่ดีงามมาก (เกลียดคำนี้มาก — ดีงาม) เป็นวิชาที่ practical ได้ใช้ประโยชน์ในอนาคตจริงๆ นะ เด็กๆ ควรจะตั้งใจเรียนวิชานี้ และจดจำนำมาประยุกต์ในการดีไซน์โปรแกรมในปีขั้นสูงต่อๆ ไป
อ่านต่อ

2100303 Creative Design For Community

Design Thinking (Source: http://exploratownium.com/what-is-design-thinking/)

เดี๋ยวนี้เขียนบล็อกดีเลย์มากกก แบบเหมือนอยากให้ความคิดตกผลึกก่อนแล้วค่อยเขียน

วันนี้จะมารีวิววิชา 2100303 Creative Design For Community ซึ่งเรียนมันตั้งแต่เทอมหนึ่งปีที่แล้ว มีน้องๆ รีวิวบนเฟซไว้บ้างเหมือนกัน (ถ้าจะรื้อก็ยากหน่อยแฮะ) ตอนแรกก็กะจะรีวิวบนเฟซแหละ แต่พอคิดว่าเดี๋ยวมันก็ตกไป ก็เลยมาเขียนบนบล็อกดีกว่า

วิชา Creative Design For Community แปลไทยคือ วิชาการออกแบบอย่างสร้างสรรค์เพื่อชุมชน เอาจริงชื่อวิชาดูไม่สนุกเลย แต่พอไปเรียนจริงๆ กลับติดท็อปวิชาที่สนุกที่สุดในการเรียน 3 ปีครึ่งที่ผ่านมาเลยอ่ะ (แล้วแต่คนด้วย อันนี้ต้องใช้วิจารณญาณ)

ชื่อวิชาบอกว่าเป็นการออกแบบ แต่สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าคณะต้องการทำอะไร นี่มันวิชาสายศิลป์ชัดๆ มาอยู่ในคณะวิศวะได้ยังไง พอได้เรียนเนื้อหาจริงๆ จึงเข้าใจว่า เฮ้ย มันก็เหมาะกับการมาอยู่กับคณะวิศวะจริงๆ ด้วยอะ
อ่านต่อ

In Cupertino

goldengate

(คือ Cupertino ไม่ค่อยมีรูปสวยๆ ขอใส่รูปที่ San Francisco แทนละกันเน้อ)

มาอยู่นี่ได้เดือนนึงแล้ว เป็นครั้งแรกที่มาใช้ชีวิตต่างประเทศคนเดียว เป็นครั้งแรกที่มาอเมริกา แบบเขินมาก ภาษายังไม่เก่งเท่าไหร่เลย ปกติถนัดเขียนมากกว่า

เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วยังบ่นกับนัทอยู่เลยว่าเนี่ย วีอยากไปอเมริกาตั้งแต่อายุสิบสี่สิบห้าแล้ว แต่ไม่มีโอกาสเข้ามาซักที ทั้งๆ ที่เราก็สมัครไปเยอะแยะ (ส่วนใหญ่มักจะติดตรงเรื่องค่าใช้จ่าย 55) สุดท้ายอยู่ดีๆ โอกาสมันก็เข้ามา แล้วเราก็ได้ด้วย น้ำตาจะไหล

ที่อยากไปก็เพราะว่าตอนเด็กๆ ดูซีรี่ส์ฝรั่งเยอะ แล้วชอบภาษาอังกฤษมาก ชอบจนมีช่วงนึงอยากเรียนอักษรศาสตร์ อยากเก่งภาษาอังกฤษ จนโตขึ้นเลยรู้ว่าเห้ยมันมีมากกว่านั้นอะ แล้วเราก็ไม่ได้เป็นคนครีเอทีฟ หรือขยัน หรือโหดพอที่จะเรียนอักษรได้

ที่อยากไปตอนโตๆ เพราะว่ามันเป็นบ้านเกิดของเทคโนโลยี หลายๆ สิ่งมันเริ่มต้นจากที่นี่ จากมุมภายนอกมันดูแมจิคมากๆ ว่าทำไมหลายสิ่งมากมายมหัศจรรย์มันเกิดขึ้นจากที่เล็กๆ ที่นี่
อ่านต่อ

Internship in Japan (JAIST) – Pre-arrival

IMG_0066

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา (ก็ค่อนข้างนานมาแล้ว เพิ่งมีโอกาสได้เขียน =w=) ได้ไปฝึกงานที่ญี่ปุ่นมา ตอนที่ไปญี่ปุ่นเนี่ยก็ไปฝึกอยู่สองที่จากสองโครงการ เอาเป็นว่าเดี๋ยวเล่าโครงการแรกก่อน

อันนี้เป็นโครงการฝึกงานที่โคกับทางภาควิชาที่จุฬาฯ โดยปกติมหาวิทยาลัย (เรียกว่า Graduate School เพราะเป็นมหาลัยที่เปิดสอนเฉพาะป.โท ถึงป.เอก โดยเน้นการวิจัย) Japan Advanced Instituate of Science and Technology (JAIST) จะเปิดรับนิสิตจากจุฬาไปฝึกงานที่มหาลัยทุกปี ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆ จะต้องออกเอง แต่ปีที่เราสมัครไปเนี่ยเค้ามีทุนให้ด้วย ซึ่งตอนแรกบอกว่ามีอยู่ 2-3 ทุนไม่เกินนี้

ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่สมัคร อยากไปฝึกงานที่ Reuters, Accenture อะไรงี้มากกว่า แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นอยู่ดีๆ ก็อยากเพิ่มโอกาสให้ตัวเองในการเรียนต่อโท เพราะว่าตัวเองมีแต่ประวัติการฝึกงานกับบริษัทเล็กๆ อยากลองทำวิจัยว่าชอบมั๊ย แล้วเป็นโอกาสที่ได้ไปต่างประเทศด้วย ก็เลยสมัครไปในวันสุดท้ายแบบไม่ได้คาดหวังอะไร (ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เสียใจ)

อ่านต่อ

In Which Facebook Suspended My Account

เมื่อวันนี้ตื่นมาตอนเช้าว่างๆ ก็กดเข้าแอพ facebook อัพเดตปกติ ปรากฎว่าเฟซบุคขึ้นว่า login session expired และต้องล็อกอินใหม่

พอล็อกอินใหม่ปุ๊ปเท่านั้นแหละ มันบอกว่าเราใช้ชื่อเฟซบุคไม่ถูกต้อง ต้องเปลี่ยนชื่อให้ถูกเดี๋ยวนี้นะ เพื่อที่เพื่อนๆ จะได้รู้ว่าเราเป็นใคร (จริงๆ คือถ้าเปลี่ยนชื่อแล้วเพื่อนจะจำไม่ได้มากกว่าปะ -_-) ด้วยการที่เราไม่อยากใช้ชื่อจริงสุดชีวิต มันยาวและไม่ casual เลยยยยยย เลยพยายามพิมพ์ชื่อเก่าไป มันก็ reject ชื่อ Vee ว่าใช้ไม่ได้ ไม่ตรงตามกฎของมัน
อ่านต่อ

เรียนต่อ Top U ที่ต่างประเทศ (Stanford University)

วันนี้ไปฟังงานเรียนต่อมา จัดโดยธนาคารกรุงเทพ คนมาเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนมัธยมนานาชาติ มากับผู้ปกครอง เห็นเด็กๆ ถาม ตอบคำถาม แล้วก็รู้สึกว่ามันต่างกับเด็กเรียนภาคไทยจริงๆ -_- (แถมภาษาอังกฤษคล่องมากยังกะเป็น native คือไม่ใช่แค่สำเนียงดีนะ แต่คือ native เลยอะ 555)

ขอสรุปเป็นข้อๆ ส่วนใหญ่งานนี้จะเป็นการแนะนำการเรียนต่อระดับ Bachelor Degree มากกว่า แต่เราคิดว่าหลายๆ อย่างก็เอามาใช้กับการสมัคร Master Degree ได้

– การเรียนในอังกฤษจะเน้นเป็น Acamedic มากกว่า การเรียนในอเมริกาโดยเฉพาะ Stanford จะเน้นเป็น T-shaped คือให้รู้ลึกในเรื่องที่เรา Major และก็มีเรื่องอื่นๆ นอก major ที่เราสนใจเรียนอีก 2-3 เรื่อง

– มหาลัยอยากให้เด็กที่มาเรียนเป็นคนรอบรู้ (well-rounded) คือไม่เพียงแค่รู้ในเรื่องวิชาการ แต่ก็มีความสนใจในเรื่องอื่นๆ ด้วย และมี soft skill ซึ่งเค้าจะมองจากกิจกรรมที่เราทำตอนเวลาเรียน และจาก Essay, Interview ที่จะแสดงถึงตัวตนของเรา ควรจะมีอะไรซัก 2-3 อย่างที่ทำให้เราโดดเด่นออกมาจากผู้สมัครคนอื่น

– การทำกิจกรรมไม่ควรจะทำเยอะเกินไป เพราะมันจะดูไม่สำคัญ ควรจะเน้นทำกิจกรรมที่เรามี passion และมัน matters กับเรา สุดท้ายแล้ว passion ที่เรามีต่อกิจกรรมมันจะทำให้เราได้บทบาทที่สำคัญขึ้น เช่นการเป็น leadership ซึ่งเป็นสกิลที่สำคัญ

– 77% ของนักเรียน Stanford จบการศึกษาแบบ debt-free (ไม่รู้ว่ารวยอยู่แล้ว หรือว่าหาทุนได้ง่ายนะ 55)

– พี่ Natty บอกว่าได้รับจดหมายตอบกลับมาจาก Stanford มหาลัยบอกว่าพี่เค้าไม่ได้มีผลการเรียนและคะแนนสอบที่โดดเด่น แต่มหาลัยชอบในสตอรี่ของเธอ และ interview ของเธอที่มีทั้ง emotional และ intellectual คีย์ของการเขียน Essay + Interview คือ เน้นไปที่ passion ของเรา, เขียนถึงประสบการณ์ที่มี intellectual engagement, พูดถึงประสบการณ์, aspiration, motivation ของเรา

– ทิปของการเตรียมพร้อม interview คือ อ่านแนวคำตอบจาก interview book, โยงไปถึงโปรเจ็คหรือประสบการณ์ที่เราเคยมี, โยงไปถึงเหตุการณ์ในปัจจุบัน

– ตัวอย่างของ Extra Curricular Activities ที่ speakers ทำตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย
Computer Science: เข้า Math Team (เข้าแข่งขันระดับชาติ, สอนหนังสือ, จัดกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน), เข้า Sport Team (เป็นโค้ช), มี Publication (สำหรับ Medical), เข้าร่วม Asian Service Community, เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดในมหาวิทยาลัย

Thank You 2013

พรุ่งนี้ก็วันสิ้นปีแล้ว ปีนี้เป็นปีที่วิเศษ เราได้เติบโต ได้ผ่าน goods and bads — เรื่องดีและเรื่องแย่ ได้รับโอกาสดีๆ ได้เครียด ได้สนุก ได้หัวเราะ ได้ร้องไห้ และเมื่อมองกลับไปเราก็รู้สึกขอบคุณคนเหล่านี้
อ่านต่อ