In Cupertino

goldengate

(คือ Cupertino ไม่ค่อยมีรูปสวยๆ ขอใส่รูปที่ San Francisco แทนละกันเน้อ) มาอยู่นี่ได้เดือนนึงแล้ว เป็นครั้งแรกที่มาใช้ชีวิตต่างประเทศคนเดียว เป็นครั้งแรกที่มาอเมริกา แบบเขินมาก ภาษายังไม่เก่งเท่าไหร่เลย ปกติถนัดเขียนมากกว่า เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วยังบ่นกับนัทอยู่เลยว่าเนี่ย วีอยากไปอเมริกาตั้งแต่อายุสิบสี่สิบห้าแล้ว แต่ไม่มีโอกาสเข้ามาซักที ทั้งๆ ที่เราก็สมัครไปเยอะแยะ (ส่วนใหญ่มักจะติดตรงเรื่องค่าใช้จ่าย 55) สุดท้ายอยู่ดีๆ โอกาสมันก็เข้ามา แล้วเราก็ได้ด้วย น้ำตาจะไหล ที่อยากไปก็เพราะว่าตอนเด็กๆ ดูซีรี่ส์ฝรั่งเยอะ แล้วชอบภาษาอังกฤษมาก ชอบจนมีช่วงนึงอยากเรียนอักษรศาสตร์ อยากเก่งภาษาอังกฤษ จนโตขึ้นเลยรู้ว่าเห้ยมันมีมากกว่านั้นอะ แล้วเราก็ไม่ได้เป็นคนครีเอทีฟ หรือขยัน หรือโหดพอที่จะเรียนอักษรได้ ที่อยากไปตอนโตๆ เพราะว่ามันเป็นบ้านเกิดของเทคโนโลยี หลายๆ สิ่งมันเริ่มต้นจากที่นี่ จากมุมภายนอกมันดูแมจิคมากๆ ว่าทำไมหลายสิ่งมากมายมหัศจรรย์มันเกิดขึ้นจากที่เล็กๆ ที่นี่ … Continue reading 

Internship in Japan (JAIST) – Pre-arrival

IMG_0066

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา (ก็ค่อนข้างนานมาแล้ว เพิ่งมีโอกาสได้เขียน =w=) ได้ไปฝึกงานที่ญี่ปุ่นมา ตอนที่ไปญี่ปุ่นเนี่ยก็ไปฝึกอยู่สองที่จากสองโครงการ เอาเป็นว่าเดี๋ยวเล่าโครงการแรกก่อน อันนี้เป็นโครงการฝึกงานที่โคกับทางภาควิชาที่จุฬาฯ โดยปกติมหาวิทยาลัย (เรียกว่า Graduate School เพราะเป็นมหาลัยที่เปิดสอนเฉพาะป.โท ถึงป.เอก โดยเน้นการวิจัย) Japan Advanced Instituate of Science and Technology (JAIST) จะเปิดรับนิสิตจากจุฬาไปฝึกงานที่มหาลัยทุกปี ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆ จะต้องออกเอง แต่ปีที่เราสมัครไปเนี่ยเค้ามีทุนให้ด้วย ซึ่งตอนแรกบอกว่ามีอยู่ 2-3 ทุนไม่เกินนี้ ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่สมัคร อยากไปฝึกงานที่ Reuters, Accenture อะไรงี้มากกว่า แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นอยู่ดีๆ ก็อยากเพิ่มโอกาสให้ตัวเองในการเรียนต่อโท เพราะว่าตัวเองมีแต่ประวัติการฝึกงานกับบริษัทเล็กๆ อยากลองทำวิจัยว่าชอบมั๊ย แล้วเป็นโอกาสที่ได้ไปต่างประเทศด้วย … Continue reading 

In Which Facebook Suspended My Account

เมื่อวันนี้ตื่นมาตอนเช้าว่างๆ ก็กดเข้าแอพ facebook อัพเดตปกติ ปรากฎว่าเฟซบุคขึ้นว่า login session expired และต้องล็อกอินใหม่

พอล็อกอินใหม่ปุ๊ปเท่านั้นแหละ มันบอกว่าเราใช้ชื่อเฟซบุคไม่ถูกต้อง ต้องเปลี่ยนชื่อให้ถูกเดี๋ยวนี้นะ เพื่อที่เพื่อนๆ จะได้รู้ว่าเราเป็นใคร (จริงๆ คือถ้าเปลี่ยนชื่อแล้วเพื่อนจะจำไม่ได้มากกว่าปะ -_-) ด้วยการที่เราไม่อยากใช้ชื่อจริงสุดชีวิต มันยาวและไม่ casual เลยยยยยย เลยพยายามพิมพ์ชื่อเก่าไป มันก็ reject ชื่อ Vee ว่าใช้ไม่ได้ ไม่ตรงตามกฎของมัน
Continue reading

เรียนต่อ Top U ที่ต่างประเทศ (Stanford University)

วันนี้ไปฟังงานเรียนต่อมา จัดโดยธนาคารกรุงเทพ คนมาเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนมัธยมนานาชาติ มากับผู้ปกครอง เห็นเด็กๆ ถาม ตอบคำถาม แล้วก็รู้สึกว่ามันต่างกับเด็กเรียนภาคไทยจริงๆ -_- (แถมภาษาอังกฤษคล่องมากยังกะเป็น native คือไม่ใช่แค่สำเนียงดีนะ แต่คือ native เลยอะ 555)

ขอสรุปเป็นข้อๆ ส่วนใหญ่งานนี้จะเป็นการแนะนำการเรียนต่อระดับ Bachelor Degree มากกว่า แต่เราคิดว่าหลายๆ อย่างก็เอามาใช้กับการสมัคร Master Degree ได้

– การเรียนในอังกฤษจะเน้นเป็น Acamedic มากกว่า การเรียนในอเมริกาโดยเฉพาะ Stanford จะเน้นเป็น T-shaped คือให้รู้ลึกในเรื่องที่เรา Major และก็มีเรื่องอื่นๆ นอก major ที่เราสนใจเรียนอีก 2-3 เรื่อง

– มหาลัยอยากให้เด็กที่มาเรียนเป็นคนรอบรู้ (well-rounded) คือไม่เพียงแค่รู้ในเรื่องวิชาการ แต่ก็มีความสนใจในเรื่องอื่นๆ ด้วย และมี soft skill ซึ่งเค้าจะมองจากกิจกรรมที่เราทำตอนเวลาเรียน และจาก Essay, Interview ที่จะแสดงถึงตัวตนของเรา ควรจะมีอะไรซัก 2-3 อย่างที่ทำให้เราโดดเด่นออกมาจากผู้สมัครคนอื่น

– การทำกิจกรรมไม่ควรจะทำเยอะเกินไป เพราะมันจะดูไม่สำคัญ ควรจะเน้นทำกิจกรรมที่เรามี passion และมัน matters กับเรา สุดท้ายแล้ว passion ที่เรามีต่อกิจกรรมมันจะทำให้เราได้บทบาทที่สำคัญขึ้น เช่นการเป็น leadership ซึ่งเป็นสกิลที่สำคัญ

– 77% ของนักเรียน Stanford จบการศึกษาแบบ debt-free (ไม่รู้ว่ารวยอยู่แล้ว หรือว่าหาทุนได้ง่ายนะ 55)

– พี่ Natty บอกว่าได้รับจดหมายตอบกลับมาจาก Stanford มหาลัยบอกว่าพี่เค้าไม่ได้มีผลการเรียนและคะแนนสอบที่โดดเด่น แต่มหาลัยชอบในสตอรี่ของเธอ และ interview ของเธอที่มีทั้ง emotional และ intellectual คีย์ของการเขียน Essay + Interview คือ เน้นไปที่ passion ของเรา, เขียนถึงประสบการณ์ที่มี intellectual engagement, พูดถึงประสบการณ์, aspiration, motivation ของเรา

– ทิปของการเตรียมพร้อม interview คือ อ่านแนวคำตอบจาก interview book, โยงไปถึงโปรเจ็คหรือประสบการณ์ที่เราเคยมี, โยงไปถึงเหตุการณ์ในปัจจุบัน

– ตัวอย่างของ Extra Curricular Activities ที่ speakers ทำตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย
Computer Science: เข้า Math Team (เข้าแข่งขันระดับชาติ, สอนหนังสือ, จัดกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน), เข้า Sport Team (เป็นโค้ช), มี Publication (สำหรับ Medical), เข้าร่วม Asian Service Community, เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดในมหาวิทยาลัย

Louder by Lea Michele

เป็นอัลบั้มแรกของ Lea Michele (a.k.a. Rachel Berry จาก Glee) หลังจากที่เส้นทางชีวิตของชีเริ่มต้นจากบรอดเวย์ แล้วได้ไปแสดงนำใน Glee จนได้แสดงประกอบหนังนิดๆ หน่อยๆ ได้ยินมาว่าอัลบั้มนี้ของเธอทำมาเป็นปีๆ อยู่เหมือนกัน

Louder มีเพลงทั้งหมด 11 เพลง ขอละไม่บอกรายละเอียดให้เข้าไปดูกันเองในวิกินะ จริงๆ อัลบั้มนี้ต้อง release ออกมาหลายเดือนก่อนหน้านี้แล้ว แต่แฟนชี (Cory) เสียชีวิตก่อน ก็เลยดีเลย์อัลบั้มออก แล้วแถมยังใส่เพลงเข้าไปเพิ่มอีก

เราได้มีโอกาสดู Interview ที่ชีคอมเม้นท์เพลงแต่ละเพลงของชี คือชีไม่ได้แต่งเพลงเอง (มีส่วนร่วมนิดๆ หน่อยๆ ในบางเพลง) แล้วใช้วิธีตามปกติคือซื้อเพลงจากนักแต่งเพลงดังๆ มาร้อง แต่คือเพลงทุกเพลงในอัลบั้มนั้น intense และ personal มากๆ คือเรารู้สึกได้ว่าหลายๆ เพลงนั้นมีความหมายถึง Cory (ชีบอกว่าเป็นเพลงเกี่ยวกับ ‘my boyfriend’ แต่บางเพลงที่เรามโนเองชีก็ไม่ได้บอกนะ) ทำให้เวลาฟังแล้วแอบหดหู่เลย

You were insecure but I was so sure
But I wanted you
Yes I’m powerful, and a little girl
But I wanted you
So I told you so, wanted you to know
We’ve just one life to live

(You’re Mine — Lea Michele)
Lea Michele releases Cory Monteith tribute song ‘You’re Mine’

เพลงนี้น่าจะเป็นเพลงที่เพิ่มมา

It’s been seven whole days
Without your embrace.
I want to see your face,
I got some things to say.
Was just a week ago,
You said, “I love you girl.”
I said, “I love you more.”
Then a breath, a pause, you said,
If you say so.

(If You Say So — Lea Michele)
Lea Michele Opens Up About Song “If You Say So”: It’s About My Last Conversation With Cory Monteith

I let go of fear and the peace came quickly
Freedom
I was in the dark and then it hit me
I chose suffering and pain in the falling rain
I know, I gotta get out into the world again

(Cannonball — Lea Michele)

พอฟังแล้วก็มานั่งคิดได้เลยว่าชีวิตของ Lea นี่เหมือน Bad movie เลย สตอรี่ความรักของเธอนั้นอย่างกับในหนัง แล้วสุดท้ายพระเอกก็ตาย แต่ต่างกับในหนังตรงที่นี่เป็นเรื่องจริงสิ :(

Thank You 2013

พรุ่งนี้ก็วันสิ้นปีแล้ว ปีนี้เป็นปีที่วิเศษ เราได้เติบโต ได้ผ่าน goods and bads — เรื่องดีและเรื่องแย่ ได้รับโอกาสดีๆ ได้เครียด ได้สนุก ได้หัวเราะ ได้ร้องไห้ และเมื่อมองกลับไปเราก็รู้สึกขอบคุณคนเหล่านี้
Continue reading

The Puzzle of Motivation

เมื่อคืนดู TED talk แล้วสนใจมากๆ เค้าอธิบายเรื่องของการให้ผลตอบแทนกับคนที่ทำงานในยุคปัจจุบันได้ดีมาก


Continue reading

เพราะว่าลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก

ช่วงนี้มีข่าวเรื่องปันปันเล่นไอซ์(ไอซสเกต?) แล้วอ่านเจอกระทู้นึงที่พูดประมาณว่า ผมบอกคนอื่นว่าผมไม่เสพยา คนอื่นก็เฉยๆ แต่พอบอกว่าผมเคยเสพยาและเลิกได้แล้ว คนอื่นกลับลุกขึ้นปรบมือชื่นชม แล้วก็มีคนมาคอมเม้นท์อารมณ์เห็นด้วยว่า “คนที่รักษาความดีนั้นไม่มีใครสนใจเลย ต้องทำความผิดถึงจะมีคนมามอง”

พออ่านถึงเม้นท์นั้นเลยนึกถึงตัวเองว่าสมัยก่อนเราก็เคยคิดยังงั้นนิน่า ตอนเรียนมัธยมจะมีวิชาคริสตศาสตร์ (เรียนโรงเรียนคาทอลิก) ก็จะมีการอ่านพระคัมภีร์ และมีการวิเคราะห์และสอนว่าทำไมเรื่องถึงเป็นแบบนี้ ตัวละครนี้เปรียบเปรยได้กับอะไร จนได้อ่านมาถึงเรื่อง บุตรที่หายไป ก็ทำให้ความคิดเราเปลี่ยนไป
Continue reading

Perception

วันนี้ไปงาน Agile Thailand 2013 มา แล้วได้ฟัง session Seeking Hyper Productivity แล้วประทับใจหัวข้อนึงมาก

speaker ตั้งข้อสังเกตว่า มีเด็กกับผู้ใหญ่หัดขี่จักรยาน เด็กมักจะขี่จักรยานเป็นได้เร็วกว่าผู้ใหญ่ เพราะอะไร?

เค้าอธิบายว่าเพราะว่าเมื่อเด็กหัดขี่ วินาทีที่จะเอาขาถีบขี่ออกมานั้น เด็กได้นึกภาพว่าตัวเองขี่จักรยานได้ แต่ผู้ใหญ่กลับนึกภาพว่าตัวเองล้มทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ล้มจริงๆ เลย

กลับมานึกถึงตัวเราก็จริงนะ ที่เราไม่เคยเล่นกีฬาได้ดีเลย เพราะเรามี mindset ที่ไม่ถูกมาโดยตลอด ตอนที่เราโตๆ (ช่วงมัธยม) ทุกครั้งที่เราหัดเล่นกีฬา เราจะคิดว่าเราจะพลาด เราจะทำไม่ได้ เราจะตีลูกนี้ไปไม่ถึง เราจะตบลูกนี้ไม่ได้ โอ๊ยมันต้องเจ็บแน่ๆ บลาๆๆ ทำให้สุดท้ายเราก็ทำไม่ได้จริงๆ อะ ต่างกับตอนเด็กๆ ที่เรามีความสุขกับการเล่นกีฬามากกว่านี้มากๆๆ เพราะเราไม่ได้คิดว่าเราจะพลาดหรือจะห่วย Continue reading

Internship at Pronto Marketing

pronto

Time passes so fast. I can’t believe I spent two and a half months doing an internship at Pronto Marketing.

People at Pronto are really awesome. They dress casually like they’re at home. When I’m at Proton I feel like Protons (that’s how we call people who works at Pronto) are a big family. I believe it also has to do with the environment and the interior decoration. There are about 50 people at Pronto. The bosses are real nice, kind and easy-going. I think Pronto must be one of the coolest companies in Thailand. Continue reading