คำถาม

ขอคำปรึกษาค่ะ..จบตรีIEมาทำงานเขียนแบบโยธาน่ะค่ะ

คำตอบ

ผมคงไม่ตอบคำถามว่าคุณควรเลือกเขียนแบบต่อไป หรือเลือกมาเรียนต่อปริญญาโท IE นะครับ คำตอบของคำถามนี้ ถ้าตัวคุณเองยังตอบไม่ได้ ก็ไม่มีใครในโลกใบนี้สมควรตอบหรอกครับ เพราะมันผูกพันกับทางเลือกของชีวิตของคนๆ หนึ่ง ซึ่งไม่มีใครการันตีได้ว่าทางเลือกแบบไหน ดีกว่าแบบไหน …

สิ่งที่ผมแนะนำได้คือ

1. อย่ายึดมั่นถือมั่นในความคิดแบบใดแบบหนึ่งจนเกินไปนัก ความคิด ความเชื่อ ความชอบ ความนิยม ความสนใจ ของเราๆ ท่านๆ ล้วน “dynamic” มันไม่อยู่นิ่ง มันไม่ถาวร และมันไม่อยู่กับเราตลอดไป … สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เรานิยม สิ่งที่เราสนใจ ล้วนเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเวลาเปลี่ยนไป

2. อย่าเลือกทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพียงเพราะสิ่งๆ นั้นกำลังเป็นที่นิยมของสังคม เป็นสิ่งที่ใครๆ บอกว่ากำลังมีอนาคต กำลังจะรุ่ง กำลังจะเกิด … ขนาดความเชื่อในหัวกลมๆ ของเรายัง dynamic ยังเปลี่ยนแปลงได้ … ความนิยมของสังคมก็เปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

3. ชีวิตเรามันแสนสั้น อีกสักประเดี๋ยวคุณก็จะแก่ หมดกำลังวังชา … จงเลือกทำในสิ่งที่เป็นความปรารถนาเบื้องลึกของจิตใจ ทำด้วยความชอบ ทำด้วยความรัก และทำด้วยความศรัทธา … การมุ่งมั่นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยศรัทธา คุณจะมีพลัง … และคุณจะมีความสุข

4. ในระหว่างทำข้อ 3. กรุณาอย่าลืมข้อ 1. … ความสุขในข้อ 3. จะจางลงๆ เมื่อศรัทธาในสิ่งใดสิ่งหนึ่งของคุณหมดไป

5. ความน่าตื่นตาตื่นใจเมื่อผมมองเห็นใครสักคนประสบความสำเร็จ (หรือมีสัมฤทธิผลจากความเพียรพยายาม ไม่ว่าในระดับใด) จากการมุ่งมั่นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยศรัทธา หาใช่ผลลัพธ์แห่งความสำเร็จนั้น หากอยู่ที่การเฝ้ามองดูว่า คนๆ นั้นจะดำรงศรัทธาในสิ่งๆ นั้น ที่มีอยู่ในตัวได้นานสักแค่ไหน … ยิ่งนานยิ่งลุ่มลึก ยิ่งซับซ้อน ยิ่งเผ็ด ยิ่งอร่อย

6. ทำๆ เลิกๆ เดี๋ยวเปลี่ยนๆ ยังไม่ทันสำเร็จเสร็จสมบูรณ์ ก็รำคาญ ขี้เกียจ เหนื่อย เบื่อ หันไปทำอย่างอื่น มันก็เหมือนคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ …. ไปไม่สุด … ในทางกลับกัน เลือกทำอะไรสักอย่าง ทำเต็มที่อย่างที่ใจอยาก ทำจนสุด ทำจนไม่มีอะไรให้ทำต่อ (ซึ่งมันจะมีจริงๆ หรือครับ ว่าปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรให้ทำต่อแล้ว) คงพาเราไปถึงจุดที่เรากลายเป็นผู้ชำนาญการในสิ่งๆ นั้น เหนือกว่าผู้คนอื่นๆ ที่ทำไม่เยอะเท่ากับทีเ่ราทำ

7. อันความรู้ รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิด จะเกิดผล

ประเด็นเรื่องเรียนต่อปริญญาโท เพื่อมาเป็นนักวิชาการ ผมอยากตอบอย่างนี้ครับ

1. นักวิชาการ กับนักปฏิบัติ (หรือจะเรียกว่านักวิชาชีพ ก็ไม่น่าจะผิดนัก) เป็นอะไรที่อยู่กันคนละขั้ว เหมือนปลาย 2 ข้างของถนน … นักวิชาการที่ดีควรมีพื้นฐานแน่นในภาคปฏิบัติ พอๆ กับนักปฏิบัติที่ดีควรมีพื้นฐานแน่นในเชิงวิชาการ

หมายความว่า เรียนหนังสือภาคทฤษฎีในโรงเรียนให้เข้าใจ เพื่อว่าจะได้สามารถนำหลักวิชาไปประยุกต์ได้เมื่อถึงเวลาทำงาน และในทางกลับกันเมื่อทำงานจนชำนาญ ก็ควรสามารถนำประสบการณ์ที่สั่งสม กลั่นกรองไว้ดีแล้ว ป้อนกลับมาสู่ภาควิชาการ

2. ปัญหาของวงการศึกษาไทย คือ นักวิชาการจำนวนมากนั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง คิด พูด ฝัน ถ่ายถอด สั่งสอนลูกศิษย์ผ่าน “แบบจำลองในอากาศ” โดยไม่เพียรพยายามที่หาประสบการณ์นำความรู้ที่ศึกษา ที่คิด ไปทดลองประยุกต์ในภาคปฏิบัิติ … ความคิดหลายอย่างสวยหรู สมเหตุผล แต่ไม่สามารถใช้การได้ในทางปฏิบัติ และในทางกลับกัน “ข้อเท็จจริง” หลายอย่างในภาคสนาม ไม่สามารถหรือไม่ง่ายที่จะนำมาผูกเป็นทฤษฎี หรือนำมาเผยแพร่กันแบบตรงไปตรงมา

3. ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า องค์ความรู้ที่เราๆ ท่านๆ ควรศึกษา ควรทำให้เต็ม แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ (1) หลักวิชาในศาสตร์สาขาที่ต้องการจะเรียน (2) ทักษะการใช้เครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับภารกิจในศาสตร์สาขานั้นๆ และ (3) ทักษะวิชาชีพ

(1) บรรลุสัมฤทธิผลได้ด้วยสติปัญญา ฟ้าเมตตาส่งให้เกิดมามีสมอง มีสติปัญญาดี บวกกับอ่านมาก รู้มาก ศึกษามากยิ่งเข้าใจมาก … เป็นเรื่องของรอยหยักในสมอง บวกกับความเพียร

(2) เป็นเรื่อง “ทักษะเชิงเทคนิค” ที่อาศัยเพียงการอ่าน การท่องจำ เพียงลำพังไม่ได้ เพราะได้จากการฝึกฝน หัดเขียน หัดทำรายงาน หัดสรุปความ หัดอธิบาย อาทิ ทำ presentation ให้มีสัมฤทธิผล สวยงาม คนฟังเข้าใจได้เร็ว (ไม่ใช่แค่ทำไฟล์ powerpoint หยาบๆ มาเล่าอะไรเพ้อๆ หน้าชั้นเรียน), เขียนโปรแกรมให้คำนวณอะไรสักอย่างได้ไวๆ และถูกต้อง (ไ่ม่ใช่แค่เข้าใจว่าอัลกอริธึมในทางทฤษฎีเป็นอย่างไร แล้วทำโปรแกรมหน้าตาบ้านๆ มาส่งอาจารย์), ใช้เครื่องมือเครื่องจักรสักตัวทำนู่นทำนี่อย่างที่ต้องทำได้อย่างปรานีต ผลงานอยู่ในระดับ “ขายได้”

(3) เป็นเรื่องของทักษะวิชาชีพ ซึ่งต้องได้จากการ “ฝึกงาน” หรือ “สังเกต” หรือ “เดินตาม” นักวิชาชีพรุ่นพี่ เหมือนนักศึกษาแพทย์ต้องเข้าหวอด (ward) ฝึกการวินิจฉัยโรคโดยมีอาจารย์แพทย์รุ่นพี่ถ่ายทอดศิลปะให้ … วิศวกรก็เหมือนกัน วิศวกรรุ่นน้องต้องมีโอกาสเดินตามวิศวกรรุ่นพี่ ว่าเขาวินิจฉัยปัญหาของโรงงานอย่างไร จับหลักอย่างไร แก้ไขอย่างไร ทำอะไรก่อน ทำอะไรหลัง … ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาศัยเพียงการอ่านตำราอยู่เงียบๆ ไม่ได้ … แต่ต้องผ่านการทำอะไรสักอย่างร่วมกับวิศวกรรุ่นพี่

4. ความน่าเศร้าของความเชื่อในข้อ 3. ของผม คือ นักเีรียนจำนวนมากใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับข้อ (1) คือ อ่านหนังสือเพื่อไปสอบ … มีร้าน Xerox เป็นอาจารย์ นักเรียนจำนวนไม่น้อยหมดเวลาไปกับกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน ไม่ค่อยจะเข้าเรียน อาศัยถ่ายสำเนาเลคเชอร์ของเพื่อนมานั่งอ่านก่อนสอบ รายงานไม่ชอบทำ โปรเจคต์ไม่สนใจ การบ้านลอกเพื่อน presentation ให้เพื่อนทำ …. ทักษะ (2) จึงไม่ค่อยได้ฝึก หรือฝึกแบบเบาบาง … รายงานจึงเขียนไม่เป็น ซอฟท์แวร์หลายตัวใช้ได้แบบผิวเผิน และท้ายที่สุด ไม่เคยมีโอกาสออกภาคสนามกับอาจารย์ หรือวิศวกรรุ่นพี่ …. ทักษะวิชาชีพจึงมีเพียงน้อยนิด

5. เรื่องหน้าเศร้าแบบสุดๆ คือ ระบบการศึกษาของเราให้เครดิตคนที่ผ่านการศึกษาแบบ (1) มากกว่า (2) และ (3) เราจึงมีคนที่สำเร็จการศึกษาเพราะจำได้ เพราะท่องได้ เพราะเขียนข้อสอบได้ มากกว่าคนที่มีทักษะทางเทคนิค และทักษะทางวิชาชีพที่ดีเพียงพอ

6. ตอนต่อของเรื่องน่าเศร้าในข้อ 5. คือ คนเหล่านั้นหลังสำเร็จการศึกษา ยังไม่มีประสบการณ์ในวิชาชีพมากเพียงพอ ก็กลับเข้ามาเป็นอาจารย์สอนหนังสือในโรงเรียน … ถ่ายทอดในสิ่งที่ตัวเองไม่ชำนาญ ไม่รู้ลึก ไม่รู้จริง … ได้แต่พร่ำสอนในสิ่งที่ตัวเองก็อ่านมาจากตำรา ฟังมาจากอาจารย์รุ่นพี่ … อาจารย์สอนศิษย์ ศิษย์สอนศิษย์ ศิษย์สอนศิษย์ ….

7. จากข้อ 6. ถ้ากลับเข้ามา แล้วเพียรหาประสบการณ์ในวิชาชีพ ด้วยการให้บริการวิชาการ ทำงานวิจัย ทำงานร่วมกับภาคเอกชนบ้างตามสำควร ก็คงจะดี … อย่างน้อยก็จะดีขึ้นๆ มีประสบการณ์มากขึ้นๆ มีกรณีศึกษามากขึ้นๆ … แต่เรื่องน่าเศร้าคือ อาจารย์จำนวนมากไม่เอา ไม่ทำ ไม่ว่าง ไม่มีเวลา ไม่ชอบ ไม่นั่น ไม่นี่ ฯลฯ และวนเวียนอยู่กับอาณาจักรในอุดมคติ ที่ชีวิตจริงยากจะประยุกต์ให้เป็นไปตามนั้นได้

8. โดยส่วนตัว ผมชมชอบอาจารย์ที่ “ครบเครื่อง” มากกว่านักวิชาการ nerd ที่ประยุกต์สิ่งที่อยู่ในสมองเข้ากับโลกความเป็นจริงไม่ได้นะครับ

จาก http://www.ie.eng.chula.ac.th/forums-2007/question.php?question_id=Q20110206204655

จริงๆช่วงนี้มีเรื่องเยอะมากเลย แต่มันขี้เกียจ เหมือนเวลาออกไปผจญภัยข้างนอกทั้งวัน กลับมาก็ไม่อยากจะทำอะไรอีกแล้ว วันนี้พอดีไม่เหนื่อยมาก เลยมานั่งบล็อกซักเรื่องละกัน

เมื่ออาทิตย์ก่อนได้สั่งเคสสำหรับมือถือใหม่ HTC One V เนื่องจากมันหาตามท้องตลาดยาก ก็เลยไปหาใน eBay เผื่อมีทางเลือก แล้วก็บังเอิญเจอเคสของรุ่นนี้โดยบังเอิญ เป็นยี่ห้อ ROCK ของจีน ผลิตภัณฑ์ของมันจะมีหลายรุ่น แต่สำหรับ HTC One V เท่าที่หาเจอมีอยู่สองรุ่น

อันแรกเป็นเคสพลาสติกแข็งสีสดๆ ชื่อว่ารุ่น NakedShell Naked Colorful


ขอบคุณรูปจาก rockphone.cn
Read More

This post is password protected. To view it please enter your password below:


ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลามาอัพเลยทั้งๆที่ปิดเทอมแล้ว -w-
เดี๋ยวไว้ว่างๆจะมาอัพอีกที

ถึงหวาน: ถ้าเกิดหวานมาอ่านเจออาจจะรับรู้ได้ว่าวันที่สิบเอ็ดเราไม่ว่างแล้วแง TwT จะแต่งหน้าเราไปบายเนียร์ม๊ายจ้ะ 55 (แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไปชัวร์เปล่านะ)

@nuttt ส่งมาให้ อ่านดูแล้วแอบช๊อค 55 จะลดความอ้วนแล้วก็ต้องวางแผนการกินให้ดีๆ :o

ไม่รู้จะเก็บไว้ไหนดีง่ะ เก็บไว้นี่ก่อนละกัน

ไปงาน Workshop Introduction to Adobe AIR and Phonegap เป็นการพูดถึงว่าผลิตภัณฑ์ของ Adobe มีบทบาทอย่างไรในการสร้างแอพบน mobile device

วิทยากรคือคุณธีรเศรษฐ์ จิรภัทร์ชาญเดช เป็น User Group Manager ของ ThaiADC มาพูดถึงเรื่อง Web Standards, เทรนด์ (trend) ของเว็บไซท์ในอนาคต,​ การสร้าง mobile app,​ ทูลต่างๆของ Adobe (ตัวใหม่ๆ),​Stage 3D โดยใช้ Flash Pro, Flash Builder ฯลฯ โดยจะแยกเป็นหัวข้อๆต่างที่จดมานะ ขอพูดเป็นคร่าวๆ ไม่พูดละเอียดถึงวิธีการใช้โปรแกรม (ใน workshop นี้จะมีการสาธิตการสร้างแอพอย่างง่ายๆให้ดู..​ว่ามันง่ายมว๊ากกกก =w=) ถ้ามีข้อมูลผิดตรงไหนอาจจะเพราะว่าฟังผิดหรือจำผิดก็ช่วยบอกด้วยนะค้า :)

HTML5, CSS3, Responsive Website, Phonegap, Adobe AIR

HTML5 และ CSS3 เป็นมาตรฐานใหม่ (ที่ยังไม่เสร็จ) ของเว็บไซท์ โดยมีกำหนดว่าจะเสร็จในปี 2022 ในตอนนี้มีบางมาตรฐานได้ออกมาแล้ว (แต่ยังไม่ครบ)​ ก็เริ่มมีเบราเซอร์ต่างๆนำมาใช้บ้าง ทำให้เกิดความขัดแย้ง เกิดการ uncompatible ดูเว็บๆหนึ่งไม่เหมือนกันในแต่ละเบราเซอร์

ส่วน Responsive Website คือการออกแบบเว็บไซท์ที่สามารถดูได้ในทุกๆ device ที่มีขนาดหน้าจอต่างกัน (คือเหมือนการทำเว็บให้ flexible สามารถยืดหยุ่นได้) เป็นการสร้าง user experience ที่ดีในการชมเว็บไซท์ ซึ่งส่วนใหญ่ในอนาคต

ทำไมถึงต้อง HTML5 และ CSS3 ต้องย้อนไปก่อนว่าในปัจจุบันมือถือมีระบบปฏิบัติการที่หลายหลาย เช่น ไอโฟนก็ใช้ iOS ของแอปเปิ้ล,​ มี Android ของกูเกิ้ล,​ Blackberry, Bada (Samsumg), Windows Phone, etc. แต่ละระบบก็ใช้ภาษาในการเขียนแอพที่ต่างกัน ยกตัวอย่างง่ายๆก้คือ iOS ใช้ objective C ส่วน Android ใช้้ Java

กลายเป็นปัญหาของ developer คือ การที่จะสร้างแอพๆนึงให้สามารถใช้ได้กับมือถือทุกรุ่นเป็นสิ่งที่ยาก..มาก ไม่รู้ว่าจะต้องเขียนกี่ภาษา ต้องมาแปลงโค๊ดกี่ครั้ง Adobe จึงมีคำตอบให้คือ ใช้ Phonegap เป็นตัวแปลงแอพสิ

คือให้เราสร้างแอพจาก HTML + CSS + Javascript Framework แล้วใช้ Phonegap แปลงเป็นทุกรุ่นมือถือ (เรียกว่า cross-platform) ข้อดีของ Phonegap คือ เป็น opensource และอยู่บน cloud

Javascript Framework ที่มักใช้้ก็จะเป็น

โดยเราอาจจะไม่ต้องทำเองโดยใช้ Text Editor ใน Adobe Dreamweaver CS5.5 มีเทมเพลตในการสร้างที่ใช้ jQuery Mobile Framework ทำให้สร้างแอพนึงเป็นไปได้ง่ายขึ้น เราสามารถบอกได้ว่า Dreamweaver 5.5 เป็นการรวม JS Framework, Web Standard, และ responsive เข้าด้วยกัน

นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ Adobe AIR เป็นการแปลง Flash เป็น App ในมือถือได้เช่นกัน ตอนนี้สามารถสร้างแอพที่ใช้ใน iOS และ Android ได้แล้ว

บางคนอาจจะมีคำถามว่า port จากแฟลชไปเป็น App แล้วจะ lag มั๊ย คำตอบที่วิทยากรบอกก็คือ การเขียนแอพแบบปกติก็ทำให้ lag ได้อยู่แล้ว เพราะว่าเราเขียนโปรแกรมใน PC แต่เวลาไปใช้จริงเป็นแค่มือถือ CPU, RAM น้อยกว่ามาก

ตอนนี้มี Adobe AIR Apps ใน App Store ถึงสองหมื่นกว่าแอพ โดยแอพส่วนใหญ่เป็นแอพนิทาน เกมส์ แอพใช้งานทั่วไป โดยแอพที่ขายดีที่สุดเป็นแอพสำหรับเด็ก นอกจากทำง่ายแล้ว ยัง high return อีกด้วย

หลังจากพักเบรคครึ่ง ก็มาต่อในเรื่องสามดีและการทำแอพด้วยแฟลช

Stage 3D

เป็นการทำแอพแบบสามมิติ (เช่นการแอพที่จำเป็นต้องให้หมุนโมเดลสามมิติได้ เช่นโชว์รูมดูตัวอย่างรถแบบ 360 องศา -> Nissan Juke) เราสามารถสร้าง stage 3D ที่มี 60 FPS โดยใช้เครื่องมือของ Adobe คือ Flash Pro, Flash Builder และ Flash Develop (ตัวสุดท้ายเป็นโปรแกรมฟรี) และใช้ framework เข้ามาช่วยให้ใช้งานง่ายขึ้น ตัวอย่างเฟรมเวิร์กเช่น

  • Starling Framework (free)
  • Alternativa (free)
  • Away3D (free)
  • Flare3D (paid) มีข้อดีตรงที่เขียนเกมดี มีลักษณะเป็น OOP

รู้สึกว่าใน Flash Builder จะมีลักษณะโปรแกรมเหมือน Eclipse เลย เสร็จแล้ววิทยากรก็ทดลองสร้างแอพแบบ 3D ให้ดูด้วยการนำโมเดลที่ขึ้นจาก 3dsMax อิมพอร์ตเข้ามาในโปรแกรม (ในอนาคตจะสามารถอิมพอร์ตจาก Maya ได้ด้วย) แล้วก็เขียนโค๊ดไม่กี่บรรทัดในโปรแกรม แปลงเป็นแอพก็สามารถนำขึ้นไอพอด ไอโฟน แอนดรอยได้ทันที

From http://www.kopona.net

แฟลชในรุ่นใหม่นี้ไม่ได้ใช้การคำนวณใน CPU เพียงอย่างเดียว แต่นำ GPU เข้ามาช่วยทำงานด้วย ทำให้แฟลชไม่หนักเหมือนแต่ก่อน ด้วยพลังของ GPU บวกกับ Action Script 3 ทำให้แฟลชในรุ่นใหม่นี้สามารถทำ 3D ได้

ตัวอย่างที่เสร็จแล้ว เป็นเกมส์เฟซบุคแบบสามมิติ ทำในแฟลช!

http://facebook.com/deltastrike (Flash Player 11 Required)

วันนี้จะมาเล่าเรื่องคาวๆ..ของคนอื่นให้ฟังบ้าง หลังจากเล่าแต่เรื่องสวยงาม และเรื่องตัวเองตลอดเวลา 55 ขอให้ทุกคนที่อ่านมีวิจารณญาณ ฟังหูไว้หู เหมือนว่าเรื่องนี้เป็นนิทาน กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ละกันนะ เพื่อที่จะไม่ได้ไป offend ใครเข้า

อันนี้เป็นเรื่องที่ได้ยินมาต่อๆกันอีกที คือว่ามีเพื่อนได้ยินมาว่ามีคนโกงลอกข้อสอบเคมี วิชาเจนเคม (คือเราเชื่อว่าปกติก็มีคนลอกกันอยู่แล้ว เพราะว่าก็มีคนมาสารภาพว่าลอกเรา ทั้งๆที่เราไม่ได้รู้ตัว แต่เราอาจจะต้องไปขอโทษคนที่ลอกเรา เพราะว่าเราได้เคมี C+ เพื่อนคนที่ลอกเราก็แน่นอนว่าได้เท่าเรา 555) ขอไม่บอกชื่อว่าเค้าคนนั้นที่ให้เพื่อนลอกมาจากโรงเรียนอะไรละกัน แต่ประเด็นคือเค้าก็เก่งเอาเรื่องเหมือนกัน เพราะคะแนนสอบออกมามีคนที่ได้คะแนนสูงเว่อร์ติดๆกันเป็นแถบๆ (คะแนนมันควรจะกระจายๆใช่ไหม ไม่ควรจะกระจุกคนเต็มอยู่ที่เดียวกันหมด (ยกเว้นวิชาจาว่ากับภาคคอม -w-)) คราวนี้ก็เลยลือกันทั้งรุ่น รู้นะว่าเป็นใครที่ให้ลอก แล้วก็รู้นะว่าใครลอกบ้าง โอ๊ตเพื่อนภาคคอมของเรามาเล่าให้ฟังแล้วบอกต่อว่า “แล้วใครจะเป็นคนกล้าไปบอกอาจารย์ล่ะ” เออจริง แล้วใครจะเป็นคนไปบอกล่ะ คนไปบอกจะโดนรุมกระทืบมั๊ย? กฎหมายหรือกฎหมู่จะชนะ?

ในที่สุดเรื่องก็เข้าหูอาจารย์ได้อย่างไรไม่ทราบ เราได้ยินมาว่าคนกลุ่มนั้นถูกเรียกไปทำข้อสอบใหม่ (เราคิดว่าปรานีมากนะ) แล้วก็แน่นอน ว่าพวกที่ลอกๆก็ทำไม่ได้ พอจับได้แล้วว่าลอกแล้วไงต่อ?​เรา”ได้ยิน” (ได้ยินอีกแล้ว -w-) มาว่า อาจารย์ที่สอน บอกให้พวกนี้ไปถอนวิชาออกซะ แล้วปีหน้าเข้ามาเรียนใหม่ ไม่งั้นอาจารย์จะไม่ให้คะแนน(หรือให้ศูนย์ยังไงนี่แหละ) แล้วคราวนี้จะเรียนไม่จบ ติดแหง็กไปเลย

คนที่มีสามัญสำนึกได้ก็ควรจะรู้ปะว่าควรจะถอนไปซะ แต่เรา”ได้ยิน”อีกแล้วว่าพวกนั้นไม่ยอมถอน! ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรต่อจากนี้

ข้อคิดจากเรื่องนี้คือ สหายผู้ซื่อสัตย์ทั้งหมด จงระมัดระวังในการทำข้อสอบ ถึงแม้ว่าเราไม่ได้เก่งกันมากมาย แต่เราก็ควรรักษาสิทธิ์ ไม่ให้พวกที่ไม่ได้อ่านหนังสือ มันได้คะแนนเท่าเรานะจ้ะ ส่วนเพ่ือนที่เก่งๆ เวลาทำข้อสอบก็ปิดให้มิดเลยนะ 555

It’s not about how sweet you can be, how much gifts you give, or even how much you’re willing to do for your loved one. It’s about how patient and understanding you can be when things aren’t going right

Read more at http://tmblr.co/ZEXDHy11nfel

I’ve always been the stubborn one.

  • Exercises for tutoring
  • Matt’s project
  • Alex’s project
  • P’Sound’s website

ทั้งสัปดาห์นี้กลับบ้านดึกเพราะลุยอ่านหนังสือ คะแนนมิดเทอมออกค่อนข้างโอเคนะ (ลืมไปแล้วง่ะว่าได้เท่าไหร่บ้าง) ได้จาว่า 33.8/35 (คะแนนรองท็อป(จากนัท) เย่) ได้แคล 43/50 (มีน 33) ได้ฟิสิกส์ 67/90 (มีน 44)(เทอมที่แล้วฟิสิกส์ได้แค่ 50 เทอมนี้ได้เกือบ 70 เลยแน่ะ) อังกฤษ 41กว่าๆ/45 แมททีเรียลเท่าไหร่ไม่รู้ลืมแล้ว = =’ ซึ่งโอเคมากถ้าเทียบกับเทอมที่แล้ว แต่ถ้าเทียบกับคนอื่นที่มันอ่านแค่สองอาทิตย์แล้วสอบก็แอบรู้สึกเสียใจ 555 ทำไมพวกมันอ่านแป๊บเดียวก็ได้เยอะ(บางวิชาเยอะกว่าเราอีก) แต่เราอ่านเกือบสองเดือนเลยวะะะะ

เทอมนี้ก็กลับมาวิบัติเหมือนเดิมคือ เพิ่งเริ่มจริงจังอ่านตอนหนึ่งเดือนก่อนสอบ ไม่ทันอีกแย้วอ๊ากกกกกก แมททีเรียลเทอมนี้ยากด้วย T_T